เป็นไปได้ไหม ที่ประเทศไทยอยากจะสร้างทางรถไฟไต่เขา พร้อมกับขุดเจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปยังตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
เมื่อคิดเร็ว ๆ หลายคนก็คิดได้ว่าโครงการนี้ แทบไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะถูกสร้างขึ้นมา
เพราะด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ และความคุ้มค่า เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคนอาศัยอยู่น้อย สร้างไปก็ไม่คุ้ม
แต่ทางรถไฟ ที่สร้างทะลุภูเขาสลับซับซ้อนคล้าย ๆ กับเส้นทางจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนนี้
ได้เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศจีน
โดยรัฐบาลจีน ได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อเจาะอุโมงค์ทะลุเขา สร้างเส้นทางรถไฟสำหรับพานักท่องเที่ยว เดินทางจากเฉิงตูเข้าไปที่ภูเขาสี่ดรุณี
ทำไม จีนยอมทุ่มเป็นแสนล้านบาท เพื่อสร้างรถไฟจาก เฉิงตูไปภูเขาสี่ดรุณี ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/19cKgRbwi2/?mibextid=wwXIfr
สำหรับใครที่เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้ ภูเขาสี่ดรุณี มีชื่อภาษาจีนว่า “ซื่อกูเหนียงซาน” (Siguniangshan) ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกของเมืองเฉิงตู
ซึ่งที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในจีน โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น เทือกเขาแอลป์แห่งเอเชีย
เพราะด้วยยอดเขาที่เป็นหิมะสีขาว ตัดกับผืนป่าสนและลำธารใส คล้ายกับบรรยากาศที่สวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวถูกกว่ามาก
จึงทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงคนไทยด้วย
แต่หลายคนที่เดินทางไปที่สี่ดรุณี ต่างก็เจอกับอุปสรรคในเรื่องเดียวกัน นั่นคือเรื่อง การเดินทาง
เพราะนักท่องเที่ยวจะต้องมาตั้งหลักที่เมืองเฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวนก่อน
แล้วเดินทางต่อด้วยรถตู้ หรือรถบัสออกจากใจกลางเมือง ไปยังเมืองซื่อกูเหนียงซาน ซึ่งอยู่ห่างจากเฉิงตูราว 200 กิโลเมตร
ถึงแม้ว่าจะเป็นระยะทางที่สั้น แต่กลับต้องใช้เวลาเดินทางยาวนาน 4-5 ชั่วโมง เพื่อลัดเลาะผ่านโค้งหักศอกกับพันโค้ง คล้าย ๆ กับเส้นทางจากเชียงใหม่ ไปแม่ฮ่องสอนของประเทศไทย
นอกจากนี้ เส้นทางที่จะไปภูเขาสี่ดรุณี จะต้องไต่ระดับความสูงเฉลี่ยราว 500 เมตร ไปยัง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้ทางการจีนตัดสินใจแก้ปัญหา ด้วยการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายตูซื่อ หรือ Dusi Railway ซึ่งเป็นรถไฟที่เชื่อมระหว่างเมืองตูเจียงเอี้ยน ไปยังเมืองซื่อกูเหนียงซาน
โดยโครงการนี้ จะมีระยะทางราว 123 กิโลเมตร แต่กลับต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่า 100,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตกกิโลเมตรละเกือบ 900 ล้านบาท
ซึ่งสาเหตุที่ต้นทุนสูง เพราะสภาพภูมิประเทศของมณฑลเสฉวนเป็นภูเขาสลับซับซ้อน โดยเส้นทางรถไฟสายนี้ จะต้องสร้างสะพานใหม่ 25 แห่ง รวมระยะทาง 35.4 กิโลเมตร และจะต้องเจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาทั้งหมด 25 ลูก รวมระยะทาง 85.7 กิโลเมตร
ซึ่งจริง ๆ แล้วบางเส้นทาง ก็สามารถเปิดไหล่เขา เพื่อสร้างทางรถไฟได้ แต่จีนเลือกไม่ทำแบบนั้น
เพราะการที่จีนลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล เพื่อปักตอม่อทำสะพาน หรือขุดเจาะอุโมงค์ จะช่วยลดการเปิดหน้าดิน และลดการทำลายป่าได้มากกว่าการสร้างเส้นทางรถไฟบนทางราบ
ซึ่งการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลนี้ จะช่วยลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
โดยเส้นทางรถไฟที่จีนยอมทุ่มเงินเป็นแสนล้านบาทนี้ มีแผนว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2028 และเมื่อโครงการแล้วเสร็จ สามารถย่นระยะเวลาในการเดินทางเหลือ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
สาเหตุที่รัฐบาลจีนยอมทุ่มงบขนาดนี้ ก็เพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
- โดยรัฐบาลจีนมองว่า การมีรถไฟ Dusi Railway ทะลุภูเขาตัดตรงไปยังภูเขาสี่ดรุณีได้ จะช่วยลบคำว่า Low Season ออกไป
เพราะถนนหลวงที่ไต่เขาไปยังสี่ดรุณี มักเผชิญกับดินสไลด์ และหินร่วงในช่วงมรสุมอยู่บ่อย ๆ ส่วนฤดูหนาว ถนนก็จะกลายเป็นน้ำแข็งและหิมะ
ด้วยความไม่แน่นอนนี้ ทำให้ในบางฤดูกาล นักท่องเที่ยวไม่อยากจะกดจองทัวร์ หรือจองที่พัก เพื่อไปเที่ยว
ดังนั้น เส้นทางรถไฟก็ถูกออกแบบมา เพื่อแก้ Pain Point ในจุดนี้ โดยนักท่องเที่ยว สามารถใช้รถไฟ เพื่อเข้ามาเที่ยวสี่ดรุณีได้หลายฤดูกาล
และทำให้รายได้ของคนท้องถิ่นที่ได้รับจากนักท่องเที่ยว ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปี
- รถไฟสาย Dusi Railway ช่วยเข้ามาแก้ Pain Point ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่ไปเที่ยวด้วยรถยนต์ไม่ไหว
เพราะด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างเป็นทางคดเคี้ยว แถมยังเป็นเส้นทางไต่เขา
ซึ่งเรื่องนี้ สำหรับคนหนุ่มสาว การนั่งรถเดินทางไปแบบนี้ก็คงไม่เป็นอะไรมาก แต่สำหรับผู้ใหญ่ หรือวัยเกษียณ ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก
ถ้าพวกเขาอยากขึ้นมาชมวิวธรรมชาติที่สวยงามบนภูเขาสี่ดรุณี ก็อาจจะเดินทางด้วยรถยนต์ลำบาก
ดังนั้น เส้นทางรถไฟ Dusi Railway ที่ตัดตรงไปยังภูเขาสี่ดรุณีเลย คือคำตอบ
เพราะนอกจากจะช่วยไม่ให้เมารถแล้ว ตัวรถไฟเอง ก็ยังถูกออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวสี่ดรุณีโดยเฉพาะ
อย่างการออกแบบตู้โดยสาร ให้มีระบบปรับแรงดันและเติมออกซิเจนตลอดทริป ซึ่งช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น
รวมถึงตัวรางและอุโมงค์ถูกออกแบบให้เป็นระบบปิด เพื่อลดความเสี่ยงดินถล่ม หินร่วง หรือหิมะปิดทาง วิ่งตรงเวลาได้ทุกฤดูกาล
นอกจากนี้ รถไฟที่วิ่งไปยังอุทยานสี่ดรุณี ยังออกแบบหลังคาให้เป็นกระจกใส สามารถมองเห็นวิวสวย ๆ จากด้านนอกได้ตลอดทางโดยไม่เมารถ
ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอุทยานสี่ดรุณีประมาณ 3 ล้านคนต่อปี
เมื่อโครงการนี้สำเร็จ ทางการจีนคาดว่าจะช่วยส่งเสริมศักยภาพ ให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวอุทยานสี่ดรุณีได้มากถึง 5 ล้านคนต่อปี
หากถามว่า รถไฟสาย Dusi Railway ที่ทางการจีนได้ลงทุนก่อสร้างเป็นแสนล้านบาท เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้น มีความคุ้มค่าหรือไม่
แน่นอนว่าโครงการนี้ นอกจากจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาเที่ยวได้ตลอดปีมากขึ้น โครงการนี้ ก็ยังสร้างเม็ดเงินสะพัดให้กับเมืองรอบ ๆ โดยเฉพาะเมืองเฉิงตู ที่เป็นจุดแวะพักหลัก ก่อนที่จะมาที่อุทยานสี่ดรุณีด้วย
ซึ่งหากมองกลับมาที่ประเทศไทย เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าอยากจะดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาเที่ยวชมธรรมชาติของประเทศมากขึ้น
เราควรจะสร้างระบบขนส่งที่ทันสมัย อย่างเส้นทางรถไฟ หรือโครงการกระเช้าลอยฟ้า ไปไว้ที่จังหวัดไหนได้บ้าง ถึงจะมีความคุ้มค่า และรบกวนธรรมชาติได้น้อยที่สุด..
ทำไม จีนยอมทุ่มแสนล้าน เพื่อสร้างรถไฟจาก เฉิงตูไปภูเขาสี่ดรุณี ? /โดย ลงทุนแมน
เมื่อคิดเร็ว ๆ หลายคนก็คิดได้ว่าโครงการนี้ แทบไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะถูกสร้างขึ้นมา
เพราะด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ และความคุ้มค่า เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคนอาศัยอยู่น้อย สร้างไปก็ไม่คุ้ม
แต่ทางรถไฟ ที่สร้างทะลุภูเขาสลับซับซ้อนคล้าย ๆ กับเส้นทางจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนนี้
ได้เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศจีน
โดยรัฐบาลจีน ได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อเจาะอุโมงค์ทะลุเขา สร้างเส้นทางรถไฟสำหรับพานักท่องเที่ยว เดินทางจากเฉิงตูเข้าไปที่ภูเขาสี่ดรุณี
ทำไม จีนยอมทุ่มเป็นแสนล้านบาท เพื่อสร้างรถไฟจาก เฉิงตูไปภูเขาสี่ดรุณี ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/19cKgRbwi2/?mibextid=wwXIfr
สำหรับใครที่เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้ ภูเขาสี่ดรุณี มีชื่อภาษาจีนว่า “ซื่อกูเหนียงซาน” (Siguniangshan) ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกของเมืองเฉิงตู
ซึ่งที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในจีน โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น เทือกเขาแอลป์แห่งเอเชีย
เพราะด้วยยอดเขาที่เป็นหิมะสีขาว ตัดกับผืนป่าสนและลำธารใส คล้ายกับบรรยากาศที่สวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวถูกกว่ามาก
จึงทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงคนไทยด้วย
แต่หลายคนที่เดินทางไปที่สี่ดรุณี ต่างก็เจอกับอุปสรรคในเรื่องเดียวกัน นั่นคือเรื่อง การเดินทาง
เพราะนักท่องเที่ยวจะต้องมาตั้งหลักที่เมืองเฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวนก่อน
แล้วเดินทางต่อด้วยรถตู้ หรือรถบัสออกจากใจกลางเมือง ไปยังเมืองซื่อกูเหนียงซาน ซึ่งอยู่ห่างจากเฉิงตูราว 200 กิโลเมตร
ถึงแม้ว่าจะเป็นระยะทางที่สั้น แต่กลับต้องใช้เวลาเดินทางยาวนาน 4-5 ชั่วโมง เพื่อลัดเลาะผ่านโค้งหักศอกกับพันโค้ง คล้าย ๆ กับเส้นทางจากเชียงใหม่ ไปแม่ฮ่องสอนของประเทศไทย
นอกจากนี้ เส้นทางที่จะไปภูเขาสี่ดรุณี จะต้องไต่ระดับความสูงเฉลี่ยราว 500 เมตร ไปยัง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้ทางการจีนตัดสินใจแก้ปัญหา ด้วยการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายตูซื่อ หรือ Dusi Railway ซึ่งเป็นรถไฟที่เชื่อมระหว่างเมืองตูเจียงเอี้ยน ไปยังเมืองซื่อกูเหนียงซาน
โดยโครงการนี้ จะมีระยะทางราว 123 กิโลเมตร แต่กลับต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่า 100,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตกกิโลเมตรละเกือบ 900 ล้านบาท
ซึ่งสาเหตุที่ต้นทุนสูง เพราะสภาพภูมิประเทศของมณฑลเสฉวนเป็นภูเขาสลับซับซ้อน โดยเส้นทางรถไฟสายนี้ จะต้องสร้างสะพานใหม่ 25 แห่ง รวมระยะทาง 35.4 กิโลเมตร และจะต้องเจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาทั้งหมด 25 ลูก รวมระยะทาง 85.7 กิโลเมตร
ซึ่งจริง ๆ แล้วบางเส้นทาง ก็สามารถเปิดไหล่เขา เพื่อสร้างทางรถไฟได้ แต่จีนเลือกไม่ทำแบบนั้น
เพราะการที่จีนลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล เพื่อปักตอม่อทำสะพาน หรือขุดเจาะอุโมงค์ จะช่วยลดการเปิดหน้าดิน และลดการทำลายป่าได้มากกว่าการสร้างเส้นทางรถไฟบนทางราบ
ซึ่งการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลนี้ จะช่วยลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
โดยเส้นทางรถไฟที่จีนยอมทุ่มเงินเป็นแสนล้านบาทนี้ มีแผนว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2028 และเมื่อโครงการแล้วเสร็จ สามารถย่นระยะเวลาในการเดินทางเหลือ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
สาเหตุที่รัฐบาลจีนยอมทุ่มงบขนาดนี้ ก็เพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
- โดยรัฐบาลจีนมองว่า การมีรถไฟ Dusi Railway ทะลุภูเขาตัดตรงไปยังภูเขาสี่ดรุณีได้ จะช่วยลบคำว่า Low Season ออกไป
เพราะถนนหลวงที่ไต่เขาไปยังสี่ดรุณี มักเผชิญกับดินสไลด์ และหินร่วงในช่วงมรสุมอยู่บ่อย ๆ ส่วนฤดูหนาว ถนนก็จะกลายเป็นน้ำแข็งและหิมะ
ด้วยความไม่แน่นอนนี้ ทำให้ในบางฤดูกาล นักท่องเที่ยวไม่อยากจะกดจองทัวร์ หรือจองที่พัก เพื่อไปเที่ยว
ดังนั้น เส้นทางรถไฟก็ถูกออกแบบมา เพื่อแก้ Pain Point ในจุดนี้ โดยนักท่องเที่ยว สามารถใช้รถไฟ เพื่อเข้ามาเที่ยวสี่ดรุณีได้หลายฤดูกาล
และทำให้รายได้ของคนท้องถิ่นที่ได้รับจากนักท่องเที่ยว ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปี
- รถไฟสาย Dusi Railway ช่วยเข้ามาแก้ Pain Point ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่ไปเที่ยวด้วยรถยนต์ไม่ไหว
เพราะด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างเป็นทางคดเคี้ยว แถมยังเป็นเส้นทางไต่เขา
ซึ่งเรื่องนี้ สำหรับคนหนุ่มสาว การนั่งรถเดินทางไปแบบนี้ก็คงไม่เป็นอะไรมาก แต่สำหรับผู้ใหญ่ หรือวัยเกษียณ ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก
ถ้าพวกเขาอยากขึ้นมาชมวิวธรรมชาติที่สวยงามบนภูเขาสี่ดรุณี ก็อาจจะเดินทางด้วยรถยนต์ลำบาก
ดังนั้น เส้นทางรถไฟ Dusi Railway ที่ตัดตรงไปยังภูเขาสี่ดรุณีเลย คือคำตอบ
เพราะนอกจากจะช่วยไม่ให้เมารถแล้ว ตัวรถไฟเอง ก็ยังถูกออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวสี่ดรุณีโดยเฉพาะ
อย่างการออกแบบตู้โดยสาร ให้มีระบบปรับแรงดันและเติมออกซิเจนตลอดทริป ซึ่งช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น
รวมถึงตัวรางและอุโมงค์ถูกออกแบบให้เป็นระบบปิด เพื่อลดความเสี่ยงดินถล่ม หินร่วง หรือหิมะปิดทาง วิ่งตรงเวลาได้ทุกฤดูกาล
นอกจากนี้ รถไฟที่วิ่งไปยังอุทยานสี่ดรุณี ยังออกแบบหลังคาให้เป็นกระจกใส สามารถมองเห็นวิวสวย ๆ จากด้านนอกได้ตลอดทางโดยไม่เมารถ
ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอุทยานสี่ดรุณีประมาณ 3 ล้านคนต่อปี
เมื่อโครงการนี้สำเร็จ ทางการจีนคาดว่าจะช่วยส่งเสริมศักยภาพ ให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวอุทยานสี่ดรุณีได้มากถึง 5 ล้านคนต่อปี
หากถามว่า รถไฟสาย Dusi Railway ที่ทางการจีนได้ลงทุนก่อสร้างเป็นแสนล้านบาท เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้น มีความคุ้มค่าหรือไม่
แน่นอนว่าโครงการนี้ นอกจากจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาเที่ยวได้ตลอดปีมากขึ้น โครงการนี้ ก็ยังสร้างเม็ดเงินสะพัดให้กับเมืองรอบ ๆ โดยเฉพาะเมืองเฉิงตู ที่เป็นจุดแวะพักหลัก ก่อนที่จะมาที่อุทยานสี่ดรุณีด้วย
ซึ่งหากมองกลับมาที่ประเทศไทย เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าอยากจะดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาเที่ยวชมธรรมชาติของประเทศมากขึ้น
เราควรจะสร้างระบบขนส่งที่ทันสมัย อย่างเส้นทางรถไฟ หรือโครงการกระเช้าลอยฟ้า ไปไว้ที่จังหวัดไหนได้บ้าง ถึงจะมีความคุ้มค่า และรบกวนธรรมชาติได้น้อยที่สุด..